การบำบัดรักษาโรค ด้วยคริสตัล

ด้วยความรู้เกี่ยวกับคริสตัลที่มากขึ้น ทำให้ฉันเริ่มตระหนักว่า พลังเหล่านี้ได้เปลี่ยนความคิด และความสนใจของฉันโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงสติ หรือความคิดของฉันเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนไป แต่กิจกรรมต่างๆ ที่ฉันเคยทำ เพื่อนๆ ชีวิตประจำวัน วิธีการแต่งตัว หนังสือที่ฉันสนใจ ภาพยนตร์ที่ฉันไปดู หรือแม้กระทั่งวิธีพูด ของฉันก็เปลี่ยนไป

และสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ที่เปลี่ยนไปนั่นก็คือ อาหารที่ฉันจะเลือกรับประทาน ยิ่งฉันถลำลึกเข้าไปในพลังของคริสตัลมากขึ้นเท่าใด ฉันก็เริ่มที่จะตระหนัก และระวังถึงอาหารที่ฉันจะกินเข้าไป มากขึ้นเท่านั้น ฉันคิดเสมอว่าสิ่งที่ฉันกินเข้าไป ก็คือสิ่งที่ร่างกายของฉันจะได้ขึ้นมานั่นเอง

เมื่อ 8 ปีก่อน ฉันเคยได้เข้ารับการอบรม ในคอร์สการดูแลเกี่ยวกับร่างกาย และจิตใจแห่งหนึ่ง มาลายา เซบัท ผู้ฝึกสอนได้เคยกล่าวไว้ว่า คุณคือสิ่ง ที่คุณกินเข้าไป ถ้าคุณกินหมู คุณก็จะกลายเป็นหมู ทันใดนั้นทุกๆ คนก็หัวเราะขึ้นเพราะนึกว่ามันเป็นเรื่องขบขัน แต่สิ่งนี้ได้ทำให้ฉันหวนระลึกขึ้นมา ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้น อาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าคำอธิบายของเธอ จะฟังดูมีเหตุผล แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะกินหมูต่อไป ฉันได้โต้ตอบกลับไป ว่าฉันยังอยากที่จะดูเหมือนหมู มากกว่าที่จะดูเหมือนผัก

อย่างไรก็ตาม มาลายาก็ได้อธิบายต่อไปว่า ทำไมมนุษย์ถึงควรที่จะกินแต่น้อย และทำไมถึงควรที่จะกินแต่ผัก และผลไม้ ฉันเห็นสิ่งที่เธอพยายามจะอธิบาย จากบางคำอธิบายของเธอ ได้บอกไว้ว่า ทำไมมนุษย์ถึง ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ เธอชี้ให้เห็นว่าฟันของมนุษย์นั้น ได้ถูกจัดให้อยู่ ในรูปที่แตกต่าง ไปจากสัตว์กินเนื้อที่แท้จริง ไม่เหมือนสิงโต เราไม่มีเขี้ยว ที่จะใช้ฉีกเนื้อให้เป็นชิ้นๆ เพราะฉะนั้น มันจึงใช้เวลานานถึง 48 ชั่วโมงในการที่จะย่อยอาหาร หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่อยู่ในร่างกายของเราออกไป เธอยังเปรียบเทียบให้เห็นอีกว่า มันก็เหมือนกับเราทิ้งซากหนูตายไว้ที่มุมของบ้างเป็นเวลา 48 ชั่วโมง แล้วรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

นอกจากนั้น เธอยังได้กล่าวต่อไปว่า เหตุใดหลังจากที่งูกินอาหาร ถึงจะต้องนอนเป็นวันๆ นั่นก็เพราะการที่จะย่อยเนื้อนั้น จะต้องใช้พลังงานอย่างมาก เธอยังให้เราทดลองเองว่า เราจะหลับสบายได้ดีขนาดไหน หลังจากที่เรากินเนื้อเป็นอาหาร โดยเปรียบเทียบกับ หลังจากที่เรากินผักเป็นอาหารทั้งมื้อ

หลังจากจบคอร์สอบรมนั้นแล้ว ฉันก็ไม่เคยกินเนื้ออีกต่อไปเลย มันเป็นไปอย่างธรรมชาติ ฉันจำรสชาติของการกินเนื้อไม่ได้อีกต่อไป ฉันรู้สึกแข็งแรงขึ้น เบาขึ้น สบายขึ้น และฉันก็ไม่เคยเจ็บป่วยอีกเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ฉันก็ยังกินอาหารจำพวกอาหารทะเล และไก่ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเนื้อชนิดหนึ่ง แต่ฉันก็พยายาม ที่จะลดมันลง จนในที่สุด ก็จะไม่มีเนื้อไก่บนโต๊ะอาหารของฉันอีกต่อไป

ในครอบครับของฉันก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเริ่มที่จะไม่กินเนื้อ และหลังจากนั้นอีกไม่นาน เราก็ค้นพบว่ารายจ่าย ด้านอาหารของครอบครัวเรา ลดลงอย่าเหลือเชื่อ

ในสมัยก่อน การบริโภคเนื้อนั้น ไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างมากมาย เหมือนในสมัยนี้ พวกสัตว์ต่างๆ จึงถูกปล่อยให้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระ และมีชีวิตอยู่ ตามธรรมชาติ และได้รับการเลี้ยงด ูก่อนที่จะถูกนำไปเป็นอาหารของมนุษย์ต่อไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกสัตว์ในสมัยก่อนนั้น ต่างมีชีวิตการเป็นอยู่ ที่ดีกว่าในสมัยนี้มากมาย

โจเซฟ แฟรงค์ สามีของดิฉันได้เคยร่วมรับประทานอาหาร กับเพื่อนผู้ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงในการผลิตเนื้อแช่แข็ง เพื่อนคนนี้ได้สารภาพต่อสามีฉันว่า สิ่งสุดท้ายที่เขาจะสั่ง ถ้าไม่มีอะไรให้เลือกจริงๆ ก็คือไก่ เพราะเขารู้ถึงสารเคมีที่ตกตะกอนอยู่ในเนื้อ นับตั้งแต่ เริ่มกระบวนการผลิต ก่อนที่จะถูกนำออกมาแจกจ่าย ฉันเดาว่าเขาคงจะหมายถึง พวกสเตอรอยด์ และพวกสารแอนตี้ไบโอติกที่มีอยู่ในไขมัน และในวัคซีน ที่ฉีดเข้าไปในไก่ เขายังอาจจะหมายถึงพวกสารกันบูด เช่นโซเดียมไนเตรต หรือสารเคมีอื่นๆ ที่จะคงสภาพของเลือดให้มีสีแดงอยู่เสมอ หากปราศจาก สารต่างๆ เหล่านี้แล้ว เนื้อหมูที่ดูสีแดงสด เหมือนตามปกติก็จะดูซีดขาว ไม่น่ากิน

ฉันเคยได้มีโอกาสดูภาพยนตร์ ที่สร้างมาจากหนังสือเรื่อง ไดเอท ฟอร์ นิวอเมริกา ประพันธ์โดย จอห์น รอบบิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเรานำเอาเทคโนโลยีชั้นสูง มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า สัตว์ต่างๆ เหล่านี้ถูกเลี้ยงให้อยู่ในคอกที่มืด และปิดมิด โดยมีพื้นที่ในการหายใจ นิดเดียว เหมือนกับว่าพวกมันไม่มีสิทธิ์ ที่จะมีชีวิตอยู่โดยตามลำพัง ถ้าภาพบนจอแสดง ให้เห็นถึงสภาพอันทรมานของสัตว์เหล่านี้ เป็นเหมือนภาพ ที่เปรียบเทียบ ชีวิตของมัน เหมือนกับชีวิตของมนุษย์ ยามเมื่อได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ใช้เวลาด้วยกัน กินอาหารด้วยกัน มีชีวิตประจำวันร่วมกัน เหมือนว่ามันกำลังมีชีวิตอย่างเป็นสุข

และในขณะนี้ ฉันก็ได้ค้นพบถึงความผูกพันธ์ ระหว่างมนุษย์ และแร่ต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด ฉันได้กลายเป็นเพื่อน และในขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้ดูแลรักษาคริสตัล มันมีความหมายต่อฉันมาก ถ้าเปรียบเทียบกัน ก็เหมือนกับที่มนุษย์ผูกพัน กับอาณาจักรของสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ เช่นเดียวกัน กับการที่ชาวอินเดียแดงบูชายัญสัตว์ และเคารพมันก่อนที่จะฆ่า เพื่อนำมาเป็นอาหาร ซึ่งถือเป็นการขอบคุณ ที่พวกสัตว์ได้ช่วย ให้เหล่าอินเดียแดง มีชีวิตอยู่ต่อไป

ในบางทีการกินเนื้อ ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร แต่ถ้าเราต้องการที่จะทำตัวเราให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่า เราจะต้องการกินอะไร เราจะกิน ด้วยวิธีอะไร เราจะต้องเลือกสิ่งที่เรากิน ไม่ใช่การกินโดยไม่ยั้งคิด กินโดยไม่คิดก่อน กินโดยไม่บันยะบันยัง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการ ที่จะได้รับสารโปรตีน เราก็รู้ว่าโปรตีนนั้น อยู่ในรูปของกรดอะมิโน และกรดอะมิโน ก็มีพบได้อยู่ในต้นหญ้า ซึ่งวัว ก็จะเป็นผู้กินต้นหญ้าเหล่านี้ ดังนั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องกินเนื้อวัว เพื่ออยากให้ได้ถึงสารโปรตีน ที่มีอยู่ในเนื้อวัว แต่เราสามารถที่จะสกัดเอาสารอะมิโนเหล่านี้ โดยตรงมาจากผลไม้ และผักต่างๆ ได้เช่นกัน และที่สำคัญไปยิ่งกว่าประโยชน์ ที่เราจะได้จากอาหารที่เรากิน ก็คือพลังงานที่อยู่ในอาหาร ที่เราจะดูดซึมเข้ามาในร่างกาย และในระบบของเรา

และเพื่อที่จะสนับสนุนคำพูดเหล่านั้น เราสามารถสังเกตได้ โดยดูจากขบวนการของการฆ่าสัตว์ ในโรงฆ่าสัตว์ ลองนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นั่น เลือด ความกลัว และความโกรธแค้น ที่ต้องมาเห็นเพื่อนของมันถูกฆ่า ไปต่อหน้าต่อตา สิ่งเหล่านี้จะรวมกันเป็นพลัง ที่จะซึมซับเข้าไปในระบบ ของสัตว์ กลายเป็นพลังในด้านลบ และสุดท้าย เราก็จะเป็นผู้ซึมซับพลังในด้านลบเหล่านั้น มาไว้ในร่างกายของเรานั่นเอง ในทางกลับกัน หากเราได้มีโอกาส ไปเยี่ยมสวนกล้วยไม้ หรือสวนดอกไม้ต่างๆ หรือแม้กระทั่งสวนผัก เราก็จะพบว่าด้วยความงามของดอกไม้เหล่านี้ จะก่อให้เกิดพลัง ในด้านบวก ที่เราจะซึมซับเข้ามา ในร่างกายของเราเมื่อเวลาที่เรากินผลไม้ หรือผัก และพลังงานที่เราจะได้รับนั้น ก็คือพลังชีวิตซึ่งมีอยู่ในอาหาร เหล่านี้นั่นเอง

การที่จะทำให้ เราตระหนักถึงสิ่งที่เรากินเข้าไป หรืออาหารที่เราเลือกรับประทานนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เราสามารถทำได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาเกต หรือตลาด ให้ลองรู้สึกรับรู้ถึงพลังงาน และแรงสั่นสะเทือน ที่ออกมาจากด้านที่ขายเนื้อ เปรียบเทียบ กับส่วนที่ขายผลไม้ และผัก ลองรู้สึกรับรู้ถึงพลังที่ได้ โดยเอามารวมเข้ากับ พลังคริสตัลที่เรามีอยู่ ใช้สติทั้งหมด ความรู้สึกทั้งหมด ที่จะกระตุ้น ให้เราเกิดความรู้สึก มองไปที่สี รส กลิ่น รู้สึกถึงรูปร่าง และนึกถึง ยามเมื่อเราชิมรส และฟังเสียงขณะที่เราเคี้ยว มันว่ารู้สึกอย่างไร เมื่อใดก็ตาม ที่คุณสามารถรับรู้ ถึงความรู้สึกที่แท้จริง ที่คุณสามารถสัมผัสได้เอง คุณก็จะพบกับสัจธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ได้ช่วยให้ฉันเข้าใจ ถึงผลกระทบโดยตรง จากพลังงาน และแรงสั่นสะเทือนจากอาหาร ที่มีต่อร่างกาย และพบว่าเมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกไม่ดี กดดัน หรือรู้สึกเลวร้าย ฉันก็เริ่มที่จะรับประทานผลไม้ เพื่อที่จะล้างกระเพาะ และสิ่งไม่ดีต่างๆ เปรียบเทียบ เหมือนกับการปรับสภาพร่างกาย จากสถานะที่สั่นคลอน ไปสู่สถานะที่มั่นคง และสงบ

คริสตัลเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการรักษาโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ พลังของคริสตัลสามารถ รักษาวิญญาณ แบ่งแยก ระบบพลังงานในร่างกาย หรือแม้กระทั่งทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายสามารถสื่อสารกันได้ กับเนื้อเยื่ออื่นๆ อย่างไรก็ตามถ้าต้องการ ให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จำเป็นที่ จะต้องรวมเอาพลังงาน จากคริสตัล จิตใจ และพลังงานทั้งหมด ในร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

บางทีสาเหตุที่เกิดมีโรคต่างๆ ที่เรายัง ไม่อาจรักษาได้ เช่น มะเร็ง เอดส์ อาจจะเป็นเพราะ เราได้ลืมที่จะดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ และรักษา จิตวิญญาณ ให้บริสุทธิ์

หากลองไตร่ตรองดู วิญญาณของเรานั้น ก็อาจเป็นของพระเจ้า ในขณะที่ร่างกายของเรานั้น เปรียบเสมือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ เราจึงต้องคอยระลึกอยู่เสมอๆ ว่าร่างกายของเรานั้น จะต้องได้รับ แต่อาหารที่จะทำให้พลังวิญญาณ คงอยู่ในตัวเราได้อย่างสงบสุข เพราะเมื่อใด ก็ตามที่ร่างกาย และวิญญาณ ไม่สามัคคีกัน วิญญาณนั้น ก็จะค่อยๆ ทิ้งร่างกายของเรา ทำให้ร่างกายต้องทุกข์ทรมาน จากการขาดพลังชีวิตอย่างช้าๆ ซึ่งก็คือสาเหตุ ของการเกิดโรคภัย ไข้เจ็บนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีวิธีที่จะช่วยแก้ไขได้นั่น ก็คือ การรับประทานอาหารที่เรา "เลือก" แล้วอย่างเหมาะสม โดยอาศัยความจริง ที่ว่าการซึมซับ ของพลังแห่งคริสตัล สู่ร่างกายผ่านทางอาหาร ที่เรารับประทาน จะเป็นกระบวนการ ย้อนกลับพลังที่ไม่ดี อันก่อให้เกิดโรคภัย ใช้เจ็บออกไปจากตัวเรา สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้ อาจจะเป็นบทพิสูจน์ได้ว่าคริสตัล ก็คือเครื่องมืออันทรงพลัง ที่จะช่วยให้เราสามารถรวมเอาวิญญาณ และร่างกายให้อยู่ร่วมกัน อย่างเปี่ยมสุข